'ฮ่องกง' ค่าครองชีพแพงสุดสำหรับต่างชาติ
8 ด้านมืดของเมืองฮ่องกง ที่คุณอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน - Dark side of Hongkong
1.ค่าครองชีพสูง ต้องมีรายได้ 8000-10000 (3-40000 บาท) อาหาร เสื้อผ้า ที่พัก
อสังหาริมทรัพย์ แพงกว่าไทย 4 เท่า มีสวัสดิการรัฐ จอง 3 ปี รายได้ไม่เกิน 10000 ดอลล่า
อาหาร 160-200 บาทต่อมื้อ
2.อยู่ในที่คับแคบ สลัมลอยฟ้า มีคนอยู่ 170,000 คน
3.ช่องว่างรายได้ อันดับ 1 เอเซีย เอกชนผูกขาดธุรกิจ คนครึ่งหนึ่งของประเทศรายได้ต่ำไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี
4.ผู้สูงอายุมีมากขึ้นเรื่อยๆ อัตราการเกิดต่ำ ไม่มีลูกเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
5.ดินแดนยาเสพติดและโสเภณี ย่านหว่าไจ
6.มีมาเฟียอยู่ตามสถานที่ต่างๆ
7.คนฮ่องกงไม่ชอบคนจีน มารยาทไม่ดี มากว้านซื้อสินค้า คนจีนมา 40,700,000 คนต่อปี มีค
8.มีความไม่มั่นคงในการปกครอง คุ้มบทบาทหน้าที่ เศรษฐกิจ การวิภาควิจารณ์รัฐบาล
ห้องพักราคาประหยัดสุดแสนรันทด เหมือนอยู่ในกรงขังสัตว์ ที่ฮ่องกง
สำรวจ 'ไมโครอพาร์ทเม้นท์' ของคนฮ่องกง
'ฮ่องกง' ค่าครองชีพแพงสุดสำหรับต่างชาติ

28 มิถุนายน 2562
2,841
เมอร์เซอร์ บริษัทที่ปรึกษาชั้นนำโลก ได้เผยแพร่ผลสำรวจอัตราค่าครองชีพของเมืองต่างๆ ประจำปี2562
โดยเก็บข้อมูลตั้งแต่ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง เสื้อผ้า อาหาร ไปจนถึงสิ่งบันเทิงเริงรมย์ในแต่ละเมืองรวม 200 รายการจากนั้นจึงสรุปเป็นค่าใช้จ่ายของผู้ที่ถูกส่งไปทำงานและอาศัยอยู่ในต่างประเทศว่าเมืองใดมีค่าครองชีพแพงและถูกที่สุด

ผลสำรวจล่าสุดของเมอร์เซอร์ บ่งชี้ว่าปีนี้ ฮ่องกงยังคงครองแชมป์เป็นดินแดนที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติที่มาทำงานต่างแดน รองลงมาคือ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น อันดับ 3 สิงคโปร์ 4 กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ 5 ซูริก ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 6 นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน 7 อักกาบัต ประเทศเติร์กเมนิสถาน 8 กรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน 9 มหานครนิวยอร์ก สหรัฐและอันดับ10 เมืองเซินเจิ้น ประเทศจีน
ขณะที่กรุงเทพฯ เมืองหลวงของประเทศไทย ติดอันดับที่ 40 ของโลก ไต่ขึ้นมา12 อันดับจากปีก่อน
ส่วนเมืองที่ค่าครองชีพถูกสุดสำหรับต่างชาติ 3 อันดับแรกคือ กรุงตูนิส ประเทศตูนิเซีย ตามมาด้วย กรุงทัชเคนท์ ประเทศอุซเบกิสถาน อันดับ 3 คือ กรุงการาจี ประเทศปากีสถาน
‘อัตราค่าครองชีพ’ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการชีวิตความเป็นอยู่ของประชากรในเมืองต่างๆ ในแต่ละปีจึงมีการเก็บข้อมูลเพื่อทำ ผลการสำรวจอัตราค่าครองชีพ โดยปีนี้ เมอร์เซอร์ (Mercer) รวบรวมข้อมูลจาก 208 เมือง ใน 5 ทวีปทั่วโลก แล้ววัดค่าครองชีพจากการเปรียบเทียบราคาของ 200 รายการในแต่ละเมือง ภายใต้หมวดหมู่ที่อยู่อาศัย การเดินทาง อาหาร เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ในบ้าน และความบันเทิง
‘ฮ่องกง’ ยังคงครองตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก
เมื่อพิจารณาเมืองที่มีอัตราค่าครองชีพสูงที่สุดในโลก 10 อันดับ 8 ใน 10 เมือง อยู่ในภูมิภาคเอเชีย โดยเป็นผลมาจากราคาสินค้าอุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น และราคาที่อยู่อาศัยที่มีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยสาเหตุที่ ฮ่องกง ยังคงครองตำแหน่งเมืองที่มีอัตราค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เป็นผลมาจากราคาที่อยู่อาศัยที่สูงเกินเอื้อม
สำหรับเมืองอื่นๆ ใน 10 อันดับแรก ได้แก่ โตเกียว (2) สิงคโปร์ (3) โซล (4) ซูริค (5) เซี่ยงไฮ้ (6) อาชกาบัต (7) ปักกิ่ง (8) นิวยอร์ก (9) และเซินเจิ้น (10) โดยเมืองอาชกาบัต ประเทศเติร์กเมนิสถาน เป็นเมืองที่มีการไต่อันดับขึ้นมากที่สุด จากอันดับที่ 43 ในปี 2561 สู่อันดับที่ 36 ในปี 2562 เนื่องจากการขาดแคลนสกุลเงินและราคาสินค้านำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้น

ผลการสำรวจยังพบว่าในเมืองใหญ่ทั่วโลก ราคาของตั๋วภาพยนตร์ กาแฟ ค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ และค่าน้ำมันเชื้อเพลิงใน ฮ่องกง มีราคาแพงที่สุดในโลก ในขณะที่นมใน กรุงปักกิ่ง มีราคาสูงที่สุดในโลกถึง 4.45 ดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับราคาของนมใน กรุงนิวยอร์ก ที่ 1.21 ดอลลาร์สหรัฐ
เมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดในโลกในแต่ละภูมิภาค
- เอเชียแปซิฟิก
จากที่ ฮ่องกง ครองแชมป์ด้านค่าครองชีพสูงเป็นอันดับ 1 ทั้งในทวีปเอเชียและในโลกสำหรับชาวต่างชาติ มีสาเหตุมาจากตลาดที่อยู่อาศัยและค่าเงินที่ตรึงไว้กับดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเมืองอื่นๆ ในเอเชียนั้น ตามมาด้วย โตเกียว (2) สิงคโปร์ (3) โซล (4) ซูริค (5) เซี่ยงไฮ้ (6) อาชกาบัต (7)
สำหรับประเทศอินเดีย มุมไบ (67) เป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุด ตามมาด้วย นิวเดลี (118) และเจนไน (154) ส่วนเมืองอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ฮานอย (112) และจาการ์ตา (105) ที่ขยับขึ้นมาถึง 25 และ 12 อันดับ ตามลำดับ
ขณะที่เมืองต่างๆ ในประเทศออสเตรเลียตกอันดับมาอย่างต่อเนื่อง จากการอ่อนตัวของค่าเงินเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดย ซิดนีย์ (50) ซึ่งเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติก็ตกลงมาถึง 21 อันดับ ในขณะที่ เมลเบิร์น (79) และ เพิร์ท (87) ก็ตกลง 21 และ 26 อันดับ ตามลำดับ
กรุงเทพฯ มีค่าครองชีพสูงติดอันดับที่ 40 ของโลกส่วนการขยับขึ้นของกรุงเทพฯ จากอันดับที่ 52 ในปี 2561 ไต่ขึ้นมา 12 อันดับ เป็นอันดับที่ 40 ในปีนี้ พบว่า มีสาเหตุมาจากการย้ายถิ่นฐานของผู้อยู่อาศัยจากเมืองอื่นๆ และผลของการเติบโตด้านเศรษฐกิจ โดยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินและภาวะเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

- อเมริกาเหนือและอเมริกาใต้
เมืองในสหรัฐอเมริกาต่างมีอันดับสูงขึ้นจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นๆ และจากเมืองในภูมิภาคอื่นที่มีอันดับต่ำลง โดย นิวยอร์ก ไต่ขึ้น 4 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 9 ซึ่งสูงที่สุดในภูมิภาค ตามมาด้วย ซานฟรานซิสโก (16) และ ลอสแอนเจลิส (18) ที่เพิ่มขึ้น 12 และ 17 อันดับ ในขณะที่ ชิคาโก (37) ทะยานขึ้น 14 อันดับ ในส่วนของเมืองใหญ่ วอชิงตัน ดี.ซี. (42) ก็สูงขึ้น 14 อันดับไมอามี่ (44) สูงขึ้น 16 อันดับ และ บอสตัน (49) เพิ่มขึ้นถึง 21 อันดับ
มอนเตวิเดโอ (70) ประเทศอุรุกวัย จัดว่าเป็นเมืองที่มีค่าครองชีพสูงสุดในทวีปอเมริกาใต้ ตามด้วย ซานฮวน (72) ที่ขยับขึ้นมา 23 อันดับ เมืองอื่นๆ ในอเมริกาใต้ที่มีอันดับสูงขึ้นเช่นกัน ได้แก่ ปานามา ซิตี้ (93) ซานโฮเซ (131) และ ฮาวานา (133) สูงขึ้น 21, 10 และ 22 อันดับ ตามลำดับ
นอกจากนี้ แม้ว่าในประเทศบราซิลและอาร์เจนตินาจะมีราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าบริการ และราคาที่พักสูงขึ้น แต่เมือง เซาเปาโล (86) กลับตกลงถึง 28 อันดับ รวมถึง รีโอ เดอ จาเนโร (121) ที่ต่ำลง 22 อันดับ และ บัวโนสไอเรส (133) ที่ตกลงมาถึง 57 อันดับ
ส่วนประเทศแคนาดา เมืองส่วนใหญ่ยังคงอันดับใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดย แวนคูเวอร์ (112) รั้งตำแหน่งค่าครองชีพสูงที่สุดในประเทศ ตกลง 3 อันดับ โตรอนโต (115) ตกลง 6 อันดับ ในขณะที่มอนทรีออล (139) สูงขึ้น 8 อันดับ ส่วน คาลการี (153) และ ออตตาวา (161) ยังคงอยู่ตำแหน่งเดิม
- ยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
ซูริค เป็นเมืองเดียวในยุโรปเท่านั้นที่ติดหนึ่งในสิบอันดับสูงสุดของเมืองที่มีค่าครองชีพแพงที่สุด โดยอยู่ในอันดับ 5 ตามมาด้วย เบิร์น (12) ในขณะที่ เจนีวา ตกลงมาสองอันดับ สำหรับเมืองในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก รวมถึง มอสโคว (27) เซนต์ ปีเตอร์สเบิร์ก (75) ปราก (97) และ วอร์ซอว์ (173) ซึ่งตกลงมาที่ 10, 26, 14 และ 19 อันดับ
เมืองในยุโรปตะวันตก รวม มิลาน (45) ปารีส (47) ออสโล (61) และแมดริด (82) ตกอันดับลงมาที่ 12, 13, 14, และ 18 ตามลำดับ เมือง สตุทการ์ท (126) ของเยอรมนีก็ตกอันดับลงมาอย่างเห็นได้ชัด เช่นเดียวกับ เบอร์ลิน (81) และ ดุสเซลดอร์ฟ (92) ส่วนเมืองในสหราชอาณาจักรนั้นตกลงมาปานกลาง โดยมี เบอร์มิงแฮม (135) ตกลงมา 7 อันดับ เบลฟาสท์ (158) ตกลงมา 6 อันดับ และ ลอนดอน (23)ตกลงมา 4 อันดับ
เทล อาวีฟ (15) ยังคงครองเมืองที่แพงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติในตะวันออกกลาง ตามมาด้วย ดูไบ (21)อาบู ดาบี (33) และ ริยาร์ด (35) ในขณะที่กรุง ไคโร (166) ครองตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดของภูมิภาคนี้ โดย อิวอน เทรเบอร์ หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โซลูชั่นส์ โมบิลิตี้ ระดับโลก เมอร์เซอร์ กล่าวว่า
“หลายสกุลเงินในตะวันออกกลางได้ตรึงค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลต่ออันดับของเมืองต่างๆ ที่สูงขึ้น รวมถึงค่าเช่าที่พักอาศัยที่สูงขึ้นสำหรับชาวต่างชาติด้วย”
เอ็นจาเมนา (11) ยังคงครองตำแหน่งเมืองที่แพงที่สุดในแอฟริกา แม้ว่าจะตกลงจากหนึ่งในสิบเมืองที่มีค่าครองชีพที่สูงที่สุดสำหรับชาวต่างชาติ ตามมาด้วย วิคตอเรีย (14) ซึ่งขึ้นมา 7 อันดับ และ กินชาซา (22)ซึ่งเพิ่มขึ้นมา 15 อันดับ เมือง ลีเบรอวิล (24) ตกลงมา 6 อันดับ
ส่วน ตูนีส (209) ในตูนีเซียตกลงมา 1 อันดับ และรั้งตำแหน่งเมืองที่มีค่าครองชีพต่ำที่สุดทั้งในภูมิภาคและของโลก
เอเชีย ภูมิภาคสำคัญในสายตาต่างชาติ
มาริโอ เฟอราโร่ ผู้อำนวยการด้าน Global Mobility Practice ประจำภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกกลาง และแอฟริกาของเมอร์เซอร์ บอกว่า เอเชียยังคงเป็นกำลังสำคัญที่ขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก
เกี่ยวกับเมอร์เซอร์เมอร์เซอร์ ผู้ให้คำปรึกษาและเทคโนโลยีในการแก้ปัญหาเพื่อช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพ การเงิน และอาชีพของบุคลากรที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาโดยบริษัทดำเนินธุรกิจมากกว่า 130 ประเทศ ทั้งนี้ เป็นบริษัทในเครือของ Marsh & McLenna Companies (NYSE: MMC) ผู้ให้บริการชั้นนำระดับโลกด้านความเสี่ยง กลยุทธ์ และบุคลากร ด้วยพนักงานกว่า 65,000 คน และรายได้ต่อปีมากกว่า 14,000 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
“แม้เมืองในเอเชียจะมีอัตราค่าครองชีพที่ค่อนข้างสูง แต่หลายองค์กรก็ยังคงเล็งเห็นความจำเป็นทางธุรกิจในการโยกย้ายพนักงานไปประจำในภูมิภาคนี้ องค์กรต่างๆ จึงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมค่าใช้จ่าย รวมทั้งการระบุเหตุผลทางธุรกิจที่ชัดเจนในการมอบหมายงาน และการวัดผลค่าตอบแทนจากการลงทุน” เฟอราโร่กล่าว
ทางฝั่ง อิเลีย โบนิก ประธานธุรกิจ Career ของเมอร์เซอร์ กล่าวว่า ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ทักษะการทำงานเป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี (Digital Disruption) และการเชื่อมโยงเครือข่ายบุคลากรทั่วโลกก็เป็นพลังขับเคลื่อนที่จำเป็น
“องค์กรระดับโลกจึงต้องให้ความสำคัญมากขึ้นกับการโยกย้ายพนักงานไปยังต่างประเทศ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้แก่องค์กรได้ นอกจากนี้ การย้ายพนักงานไปยังมีข้อดีสำหรับตัวพนักงานเองและองค์กรอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางอาชีพ ประสบการณ์ในระดับโลก การเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และการโยกย้ายทรัพยากร ซึ่งการมอบข้อเสนอค่าตอบแทนที่สมเหตุสมผลและมีข้อได้เปรียบทางการแข่งขัน จะทำให้องค์กรสามารถสร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้จากการโยกย้ายพนักงาน” โบนิกกล่าว
แม้การเพิ่มสูงขึ้นของค่าครองชีพในเมืองส่วนใหญ่ของยุโรปจัดอยู่ในระดับปานกลาง เทรเบอร์ยังกล่าวปิดท้ายด้วยว่า ค่าเงินของยุโรปก็อ่อนลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินสหรัฐดอลลาร์ ซึ่งมีส่วนผลักดันให้เมืองส่วนใหญ่ตกอันดับลง นอกจากนี้ ปัจจัยอื่นๆ เช่น ด้านความมั่นคงและความกังวลเกี่ยวกับสภาวะทางเศรษฐกิจ ก็มีผลกระทบต่อภูมิภาคเอเชียเช่นกัน
รายงานผลสำรวจอัตราค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายอันเกี่ยวกับที่พักอาศัยแยกในแต่ละเมืองที่จัดทำโดยเมอร์เซอร์ สามารถดูเพิ่มเติมได้ที่ www.asean.mercer.com/our-thinking/cost-of-living และสำหรับรายงานของแต่ละเมืองสามารถซื้อได้ที่ Cost of Living Report






ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น